วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551

หัวหอกแห่งการฟื้นฟู?

ในหลายสิบปีที่ผ่านมา มีคำพยากรณ์มากมายที่บอกว่า การฟื้นฟูครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยไฟแห่งการฟื้นฟูจะถูกจุดขึ้นที่ภาคเหนือก่อนแล้วแพร่ลามไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ การเปิดเผยโดยพระวิญญาณของพระเจ้าในเรื่องนี้ เกิดขึ้นย้ำๆ ซ้ำกันหลายครั้ง จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั่วไปในท่ามกลางคริสตชนทั้งหลายราวกับเป็นข้อเท็จจริงฝ่ายวิญญาณไปแล้ว

ประกอบกับ เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่คริสเตียนคนแรกได้ยอมตายเพราะความเชื่อ เกิดขึ้นที่บ้านแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และข้อมูลเชิงสถิติพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนคริสตจักรมากที่สุดในประเทศไทยนั้นคือเชียงใหม่ (รองลงมาคือกรุงเทพฯ และเชียงราย) เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วภาคเหนือจึงเป็นชุมชนคริสเตียนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ผู้เชื่อทั้งในท้องถิ่น และทั่วประเทศ และแม้กระทั่งบรรดามิชชั่นนารีที่เกี่ยวข้องต่างกำลังคาดหวังที่จะเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้นในยุคสมัยของตน

คำถามข้อใหญ่คือ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? และในรูปแบบใด?

ผู้รับใช้พระเจ้าหลายท่านที่มีใจร้อนรนได้พากันลุกขึ้นเพื่อจะกระทำให้นิมิตนี้สำเร็จ สิ่งที่กลายเป็นคำสามัญติดปากเราทุกคนไปแล้วก็คือคำว่า “การประชุมฟื้นฟู” ทุกคนอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น เราจึงลุกขึ้นจัดการประชุมฟื้นฟู... จัดกลุ่มอธิษฐานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟู... จัดสัมมนา จัดประกาศกลางแจ้ง จัดรวมพลังนมัสการ ตลอดจนกิจกรรมฝ่ายวิญญาณต่างๆ โดยความคาดหวังว่า เราจะไปแตะโดน “ปุ่มฟื้นฟู” เข้าสักวันหนึ่ง จน การฟื้นฟู ระเบิดขึ้นและลุกลามไปทั่ว...

นักธุรกิจคริสเตียนหลายท่านยอมทุ่มทุนไปมากมาย เพราะอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการประชุมที่น่าตื่นเต้น และเร้าใจ... และคริสตจักรอาจยังคงอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นฟู” อีกหลายก้าว...

ที่น่าคิดคือ การประชุมที่จัดๆ ไปนั้นอาจต้องใช้เงินมาก ในขณะที่ถ้าเกิดการฟื้นฟูขึ้นจริงๆ เราอาจไม่ต้องใช้เงินเลยก็ได้...

ผู้นำคริสตจักรหลายท่าน ยอมทุ่มเทเรี่ยวแรงและทรัพย์สินด้วยความสุจริตใจเพราะอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น
เราเฝ้าเสาะแสวงหา “นักเทศน์ฟื้นฟู” หรือทีมฟื้นฟู เพื่อจะเชิญมาทำการฟื้นฟูในคริสตจักรหรือกลุ่ม คณะ ของเรา

เราได้รับการเจิมด้วยไฟ เราได้สัมผัสน้ำพุของพระเจ้า มีคนล้มลงในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ มีคนหัวเราะจนจนตัวงอ ควบคุมตัวเองไม่อยู่เพราะความปิติยินดีในพระวิญญาณ มีคนร้องไห้เพราะสำนึกผิดบาป มีคนกลับใจใหม่เพราะเห็นฤทธิ์อัศจรรย์ของพระเจ้า...

ผมเคยเห็นสมาชิกจากคริสตจักรในสภาฯ จำนวนมากโยกย้ายไปอยู่กับคริสตจักรเพนเตคอสต์หลายแห่งในเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟู “การนมัสการในพระวิญญาณ” สมาชิกจากคริสตจักรเพนเตคอสต์และสภาฯ ก็พากันย้ายไปอยู่กับคริสตจักรคาริสเมติคต่างๆ จนหลายคริสตจักรต้องรีบปรับตัวและ “ฟื้นฟู” แนวทางการนมัสการของตนเอง เพื่อดึงดูดสมาชิกไว้...

เพราะความร้อนรนที่ทุกคนอยากเห็น อยากมีส่วนในการฟื้นฟูใหญ่ของพระเจ้า แค่เราได้เห็นประกายไฟของพระเจ้าที่โน่นนิด ที่นี่หน่อย ได้แตะละอองน้ำของพระเจ้าบ้างแบบประปราย เราก็จะรีบร้องตะโกนออกมาด้วยความยินดีว่า “ฟื้นฟูแล้ว ฟื้นฟูแล้ว”

อีกประการหนึ่ง เมื่อพระเจ้าเริ่มใช้ผู้นำบางท่านเพื่อจะเริ่มจุดประกายของการฟื้นฟูขึ้น อารามดีใจเราก็รีบออกไปประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รับรู้ถึง “ความสำเร็จ” ที่กำลังเกิดขึ้น

เส้นแบ่งระหว่าง “การเป็นพยานเพราะความยินดี” กับ “การโอ้อวดถึงความสำเร็จ” นั้นบางมาก แทบจะแยกกันไม่ออก

มีแต่เจ้าตัว กับพระเจ้าเท่านั้นที่บอกได้ว่า ท่าทีลึกๆ ในใจของเรานั้นอยู่ฝ่ายวิญญาณหรือเนื้อหนัง
และบางครั้งจิตใจของเราก็แยบยลและเหลี่ยมจัดจนตัวเองแยกไม่ออกเหมือนกันว่าเรากำลังอยู่ฝ่ายวิญญาณหรือเนื้อหนังกันแน่?

ที่จริงหลายครั้ง พวกเราหลายคนเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณชัด .... พอมารู้ตัวอีกที การฟื้นฟูก็หยุดไปแล้ว และเรากำลังจบลงด้วยเนื้อหนัง

หลายคนจึงดิ้นรนสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่ตัวเอง และการงานนับจากนี้ต่อไปก็มีเพียงแค่การเฝ้าซากของการฟื้นฟูซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

สรุปแล้วการฟื้นฟูที่ว่าได้เคยเกิดขึ้นในภาคเหนือแล้วหรือยัง? หรือจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า?

ผมเชื่อว่าพระเจ้าได้พยายามที่จะทำให้เกิดการฟื้นฟูขึ้นมาหลายครั้งแล้วในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งในแง่ของการพลิกฟื้นจิตใจของคริสเตียนให้หันกลับมาสู่ความรักดั้งเดิมในพระเจ้า และการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าท่ามกลางผู้ที่ยังไม่เชื่อ จนหลายคนยอมมอบถวายชีวิตให้แก่พระคริสต์

สำหรับทุกท่านที่ร้อนรนเพื่อพระเจ้า พระเจ้าอาจเคยเริ่มจุดประกายการฟื้นฟูนั้นผ่านตัวของคุณมาแล้วด้วยซ้ำ
ยอมรับไหมว่า ท่านเคยอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงใช้ท่านและคริสตจักรให้เป็นหัวหอกของการฟื้นฟู? หรือขอให้ได้มีส่วนกับแผนการแห่งการฟื้นฟูของพระเจ้า?

และพระเจ้าก็คงได้เคยพยายามที่จะตอบคำอธิษฐานนั้นเพื่อท่านไปแล้ว
แต่กิจกรรมและท่าทีแบบเนื้อหนัง โดยเฉพาะความเย่อหยิ่ง คือสิ่งที่ “ดับ” พระวิญญาณ

แล้วเศเดคียาห์บุตรเคนาอะนาห์ได้เข้าใกล้และตบแก้มมีคายาห์ พูดว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าไปจากข้า พูดกับเจ้าได้อย่างไร?” และมีคายาห์ตอบว่า “ดูเถิด เจ้าจะเห็นในวันนั้น เมื่อเจ้าเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อจะซ่อนตัวเจ้า” 1 พงศ์กษัตริย์ 22 ข้อ 24, 25

กษัตริย์อาหับได้ชักชวนเยโฮชาฟัทออกไปทำสงครามยึดดินแดนคืนจากซีเรีย เยโฮชาฟัทรับปากแต่โดยความยำเกรงพระเจ้าจึงอยากรู้ก่อนว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่ที่จะออกไปทำสงครามครั้งนี้ อาหับบัญชาให้เรียกผู้เผยพระวจนะมาสี่ร้อยคนเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าพระเจ้าสำแดงให้ออกไปรบ และจะมีชัยชนะแน่

มีคายาห์ผู้เผยพระวจนะถูกเรียกตัวมาในช่วงสุดท้ายเพื่อให้เปิดเผยถึงน้ำพระทัยพระเจ้า ท่านทูลต่อกษัตริย์แห่งอิสราเอลว่า กองทัพอิสราเอลจะพ่ายแพ้และพระองค์จะถึงแก่ชีวิต ซึ่งทำให้อาหับไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง เศเดคียาห์ ผู้เผยพระวจนะเทียมซึ่งถูกครอบงำด้วยวิญญาณมุสาจึงเข้ามาตบหน้ามีคายาห์ พร้อมกับตั้งคำถามว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าไปจากข้า พูดกับเจ้าได้อย่างไร?”

ประโยคนี้ มีความหมายในทำนองที่ว่า...
ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าจริง พระเจ้าต้องพูดหรือทำการผ่านทางข้าเท่านั้น...
ถ้าพระเจ้าจะฟื้นฟูจริง พระเจ้าจะต้องฟื้นฟูผ่านทางคริสตจักรหรือคณะของเราเท่านั้น...

เศเดคียาห์ มีทีมงานตั้งสี่ร้อยคน มีชื่อเสียง มีเกียรติ มีเครดิตน่าเชื่อถือมากกว่ามีคายาห์อยู่เห็นๆ
ตามมาตรฐานของอาหับแล้ว พวกเขามีประวัติและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับนับถือในแวดวงพันธกิจมากกว่า...
เศเดคียาห์ก็คงเชื่ออย่างนั้นโดยสนิทใจ โดยอิทธิพลที่เขามีอยู่พอสมควรต่อหน้ากษัตริย์ เขาจึงตบหน้าผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าและตั้งคำถามออกไปอย่างเย้ยหยันแบบนั้น...

ทุกวันนี้ อาจไม่มีผู้นำท่านใดกล้ายอมรับอย่างเปิดเผยว่าลึกๆ ภายในเราอาจมีท่าทีเช่นนี้ซ่อนอยู่
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเล้นรับจนถึงกับเรามองไม่เห็นเลยเสียทีเดียว

เพราะพระเจ้าอาจยอมให้เกิดความเคลื่อนไหว เกิดเหตุการณ์ “ฟื้นฟู” แบบย่อมๆ ขึ้นมา ที่โน่นนิดที่นี่หน่อย เพื่อทดสอบดูท่าทีในใจของเรา หรือเพื่อทำให้ท่าทีในใจของเราเปิดเผยออกมา....

เมื่อเราพยายามผูกขาดว่า การฟื้นฟูของแท้ หรือการเคลื่อนไหวของพระเจ้าจะต้องเกิดขึ้นผ่านทางเราเท่านั้น
เมื่อเรารู้สึกขัดเคืองใจที่เห็นคนอื่นได้เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู แต่เราไม่
เมื่อเราพยายามลดความน่าเชื่อถือในการฟื้นฟูของคนอื่น.. กลุ่มอื่น...ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนริเริ่ม
เมื่อเรารับไม่ได้ ที่จะเห็นพระเจ้าใช้คนอื่นเป็นหัวหอกของการฟื้นฟูแทนเรา?
เมื่อเราไม่พอใจที่พระเจ้าเลือกใช้ และเคลื่อนไหวผ่านคนอื่น โดยที่ไม่ทรงมาปรึกษาเราก่อน?

“ฉาด!” เสียงตบดังจนหน้าหัน “พระวิญญาณของพระเจ้าพรากจากข้าไปพูดกับเจ้าได้อย่างไร?”

ความเย่อหยิ่งทำให้พระพรหยุดชะงัก ความหยิ่งยะโสเป็นเหมือนน้ำเย็นที่ดับไฟของพระวิญญาณ เป็นต้นเหตุของการแก่งแย่งชิงดี แตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง และเห็นแก่ตัว ตลอดจนอุบายต่ำช้าสารพัดอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงการรับใช้พระเจ้า ทั้งการใส่ร้าย ป้ายสี การแทงข้างหลัง การหักหลัง การโจมตีและกิจกรรมอีกหลายอย่างที่เรากระทำกันอยู่ “ในพระนามของพระเจ้า”

ทั้งๆ ที่ทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่การฟื้นฟูตามความหมายของคำพยากรณ์สำหรับภาคเหนือเลย ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราและเพื่อนผู้รับใช้พระเจ้ากำลังสัมผัสอยู่นี้เป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของการฟื้นฟูใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น

แต่ก็ถือเป็นการทดสอบด่านแรก ว่าเราพร้อมกันหรือยังสำหรับการฟื้นฟูใหญ่ที่กำลังจะมาถึง?
และก็น่าจะเป็นคำตอบที่เพียงพอแล้วว่าทำไมการฟื้นฟูใหญ่อย่างที่กล่าวขานกันมานานนั้นยังไม่เกิดขึ้นซักที?

ในชั่วชีวิตผู้รับใช้พระเจ้าคนหนึ่ง ผมว่ามันเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ถ้าพระเจ้าจะเลือกใช้เราให้มีส่วนในการฟื้นฟูใหญ่ที่จะมาถึงประเทศไทย – เริ่มต้นที่ภาคเหนือก่อน

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหัวหอก ไม่ได้เป็นผู้นำการฟื้นฟู แค่ได้มีส่วนในแผนการของพระเจ้าเพียงเล็กน้อยก็น่าภูมิใจมากยิ่งแล้ว

แต่หัวใจของการรับใช้ที่เราต้องดำรงไว้ก็คือ “พระองค์จะต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนเราจะต้องเล็กลง”
และหลักการแห่งแผ่นดินสวรรค์ก็แปลกประหลาดและพลิกผัน ตรงข้ามกับระบบของโลกไปอย่างสิ้นเชิง –อะไรๆ ที่คนเราดิ้นรนไขว่คว้าและเสาะแสวงหา เรามักจะต้องสูญเสียมันไป แต่เมื่อท่าทีของเราถูกต้อง และเราพร้อมจะสูญเสียทุกอย่างเพื่อเห็นแก่พระนามของพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์ พระองค์กลับเลือกที่จะประทานสิ่งนั้นให้แก่เรา

คุณอยากเป็นไหมล่ะ“หัวหอกของการฟื้นฟู” เพื่อภาคเหนือและเพื่อประเทศไทยเรา?

ผมเชื่อว่า ถ้าคุณพร้อมที่จะถ่อมตัวลงอย่างแท้จริง พระเจ้าก็ทรงพร้อมที่จะใช้คุณเช่นกัน
--------------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น: