วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551

ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่

“อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ เราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง สัตว์ป่าทุ่งจะให้เกียรติเรา คือหมาป่าและนกกระจอกเทศ เพราะเราให้น้ำในถิ่นทุรกันดาร ให้แม่น้ำในที่แห้งแล้ง เพื่อให้น้ำดื่มแก่ชนชาติผู้เลือกสรรของเรา คือชนชาติที่เราปั้นเพื่อเราเอง เพื่อเขาจะถวายสรรเสริญเรา” อิสยาห์ 43 ข้อ 18-21


ปี 2008 ตรงกับศักราชยิวปี 5768 คำเผยพระวจนะของ สภาอัครทูตแห่งผู้ปกครองซึ่งเผยพระวจนะ (ซึ่งแกนนำประกอบด้วย ซินดี้ เจค็อปส์, ซี ปีเตอร์ แว็กเนอร์, ชัค เพียซ และผู้เผยพระวจนะระดับแนวหน้าอีกหลายสิบท่าน) เน้นถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีแห่ง “เลขแปด” – ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ ปีแห่งการเปิดประตูใหม่ๆ ไปสู่พระพรและสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าเตรียมไว้สำหรับประชากรของพระองค์
คำเผยพระวจนะซึ่งท่านอิสยาห์ได้กล่าวไว้ ก็บ่งบอกถึงสิ่งใหม่และสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้าจะทรงกระทำท่ามกลางประชากรของพระองค์ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ มีหมายสำคัญบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และพระเจ้าคาดหวังให้เรามองดู และมองเห็น “ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” ที่จริง มีคำกำชับหลายอย่างในพระธรรมตอนนี้ เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าไปสู่สิ่งใหม่ สิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ากำลังจะทรงกระทำ ลองมาพิจารณาด้วยกันนะครับ

1. อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน
สิ่งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับสิ่งใหม่ๆ ที่พระเจ้าจะนำเข้ามาสู่ชีวิตของเราได้
ขอบคุณพระเจ้า ถ้าเราประสบความสำเร็จ ได้ลิ้มรสในความยิ่งใหญ่ ในฤทธิ์เดช ในเกียรติยศชื่อเสียง และในพระพรนานาประการในช่วงอดีตที่ผ่านมา แต่ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “นักฟื้นฟูรุ่นก่อน กลายเป็นผู้ต่อต้านการฟื้นฟูครั้งใหม่” เพราะเขาคิดว่าตนเองคือจุดจบของการฟื้นฟู เขาได้บรรลุถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุดแล้วในแผนการฟื้นฟูของพระเจ้า สิ่งใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับวิธีการและรูปแบบที่พระเจ้าเคยใช้หรือกระทำผ่านทางชีวิตของตนในอดีตจะถูกตีความว่าผิด หรือเพี้ยนไปแล้ว เขาชอบเตือนคนอื่นที่กำลังจะเคลื่อนไหวไปกับสิ่งใหม่ว่า “ระวังนะ อันตรายมาก”
ปัญหาส่วนหนึ่งคือ เขาจดจำแต่สิ่งที่เคยเกิดขึ้น จะเพราะความภูมิใจในความสำเร็จหรือความกลัวที่จะสูญเสียสิทธิอำนาจอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายผู้รับใช้ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าเคยใช้อย่างมากมายในอดีตอาจตั้งตัวเป็นผู้ขัดขวางการฟื้นฟูใหม่ทุกรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับ “สิ่งที่ล่วงแล้ว... สิ่งเก่าก่อน” ที่ตนเองเคยเห็นมา
คำสั่งสำหรับประชากรของพระเจ้าเพื่อเปิดทางให้พระเจ้านำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาสู่ชีวิตของเราได้จึงเป็น อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน
แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของอดีตอาจเป็นความล้มเหลว ความผิดพลาด หรือความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น
หลายคนยอมให้อดีตครอบงำชีวิตปัจจุบัน จนไม่มีกำลังใจใดๆ เหลือที่จะทำสิ่งใหม่ๆ
ความล้มเหลว จนถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “ขี้แพ้” หรือการสูญเสียอันใหญ่หลวง ทั้งๆ ที่ตั้งใจดี ทุ่มเทที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อครอบครัว หรือเพื่อพระเจ้า อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางเราไว้ไม่ให้กล้าที่จะคาดหวัง หรือเชื่อว่าจะมีสิ่งดีใดๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้อีก อดีตมันยืนยันไว้อย่างนั้น...?
ความเสียใจหรือผิดหวัง เพราะการสูญเสียครั้งใหญ่ในอดีต อาจก่อให้เกิดความขมขื่นทั้งต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ หลายคนจึงถูกผูกมัดอยู่ในความเจ็บช้ำ เจ็บปวด และท้อแท้สิ้นหวัง
คริสเตียนและผู้รับใช้พระเจ้าที่ตั้งใจดีจำนวนมากถูกซาตานผูกมัดด้วยความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ ซาตานเปรียบเหมือนเจ้าของสวนที่บรรจงเอาเส้นลวดคาดและมัด “บอนไซ” ของเขาไว้ เพื่อให้มันหยุดการเจริญเติบโต เป็นต้นไม้ที่แคระแกร็นและ “น่ารัก” แต่ไม่อาจให้ร่มเงา พืชผลใดๆ ได้ต่อไปอีก
เปาโล อัครทูตผู้ที่พระเจ้าทรงใช้อย่างมากจึงสอนเราไว้ว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ” (ฟิลิปปี 3.13-14)
และท่านกล่าวต่อไปว่า “เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย แต่เราได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป” (ข้อ 15-16)
ถ้าเราเคยประสบความสำเร็จ เราก็ไม่ควรสรุปว่าเราคือคำตอบสำหรับทุกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า และเป็นจุดจบของการฟื้นฟูทั้งสิ้นตามแผนการพระเจ้า สิ่งที่ดีอาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางสิ่งที่ดีกว่าหรือดีที่สุดที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้สำหรับเรา
ถ้าเราเคยผิดพลาด ล้มเหลว หรือพบกับการสูญเสีย (ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่จะหลีกพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้) เราก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปต้นจากศูนย์ หรือความว่างเปล่า ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งดีใดๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของเรามาก่อน การดีที่พระเจ้าทรงเริ่มต้นกระทำในชีวิตของเราแล้วนั้น พระองค์ทรงสัตย์ซื่อจะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์ ถ้าเรารู้จักคิดแบบผู้ใหญ่ในพระเจ้า ก็ให้เราลุกขึ้นจากความรู้สึกผิดพลาด ล้มเหลวทุกอย่าง เราเดินกับพระเจ้ามาได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป

2. ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ
“ดูเถิด” เป็นคำสั่งให้เรามองดูสิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังกระทำ “งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” ถ้าเราเลิกจดจำและจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งเก่าๆ เราก็จะมีหัวใจและสายตาไว้มองดูและมองเห็นสิ่งใหม่ ที่พระเจ้ากำลังกระทำอยู่ในเวลานี้ และใน อนาคต ที่กำลังจะมาถึง
ผมมีโอกาสไปร่วมประชุมกับพี่น้องกลุ่มเล็กๆ เมื่อเดือนก่อน ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีมิชชั่นนารีอเมริกันท่านหนึ่งเกิดในจีน เติบโตที่ญี่ปุ่น และปัจจุบันทำการอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ชื่อ เดล คอฟแมน มาแบ่งปันถึงภาระใจของท่านที่มีต่อชาวจีนแผ่นดินใหญ่ (ปัจจุบันอาจารย์เดล ดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง เกทเวย์ เซอร์วิสเซส เอเชีย)
ท่านเล่าถึงวาระพิเศษ หรือเวลาแบบ “ไครอส” ของพระเจ้า ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศจีน และจะเป็นตัวจุดประกายให้เกิดสิ่งยิ่งใหญ่ขึ้นกับคนทั่วโลกในปี 2008 นี้ ว่า
เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่รัฐบาลปักกิ่งประกาศว่าปี 2008 จะเป็น “เวลาไครอส” หรือวาระพิเศษยิ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งประเทศจีนจะได้เปิดประตูต้อนรับชาวโลกที่จะเข้ามาเยือนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 600 ปี เนื่องในโอกาสที่จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในเดือนสิงหาคม 2008 นี้
เมื่อ 600 ปีก่อน จักรพรรดิยูงลี ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์หมิง (เป็นผู้ซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนและย้ายเมืองหลวงจากนานกิงไปอยู่ที่ปักกิ่ง) ท่านเป็นผู้สร้างวิหารแห่งฟ้าสวรรค์และสถาปนาระบบนมัสการชางดี หรือจักรพรรดิแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เป็นผู้บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่สมควรที่จะทำรูปเคารพใดๆ ขึ้นมาแทนพระองค์ ที่น่าสนใจคือในวิหารแห่งฟ้าสวรรค์นั้น มีเครื่องใช้หลายอย่างที่คล้ายกันกับเครื่องใช้ในพลับพลาของพระคัมภีร์เดิม เช่น หีบพันธสัญญา, คันประทีป, อ่างล้างมือก่อนการถวายเครื่องบูชา, และอุปกรณ์อื่นๆ ตามแบบพระคัมภีร์ ท่านเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ และทรงเรียกร้องให้มีการถวายเลือดเป็นเครื่องบูชาเพื่อการชำระบาป และท่านจะทำหน้าที่เป็นปุโรหิต ถวายลูกโคหัวปีเป็นเครื่องบูชาแด่ชางดี ปีละสองครั้ง
จักรพรรดิยูงลี ได้บัญชาให้สร้างเรือใหญ่ 2000 ลำเพื่อส่งออกไปเชิญตัวแทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมประเทศจีนและร่วมเฉลิมฉลองวิหารแห่งฟ้าสวรรค์ แต่เมื่อถึงเวลาเฉลิมฉลองมีเรือใหญ่เพียง 40 ลำเท่านั้นที่กลับมา ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากเอเชีย มีบ้างที่มาจากอาฟริกาและยุโรป แต่ในสัปดาห์นั้นเกิดพายุใหญ่ ฟ้าแลบฟ้าร้อง จนทำให้ไฟไหม้ในพระมหานคร ทำให้จักรพรรดิยูงลีเข้าใจว่าการเปิดประเทศให้คนต่างชาติมาเยี่ยมเยียนนั้นเป็นการทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ จีนจึงปิดประเทศอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา มีคนต่างชาติมากมายที่พยายาม “บุก” และ “พังประตู” เข้าไปสู่ประเทศจีน ทั้งอังกฤษ, อเมริกา, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น ฯลฯ แต่ปีนี้ 2008 จะเป็นปีแรกที่จีนเปิดประตูเชื้อเชิญทุกชาติทั่วโลกเข้าไปเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการ อาจเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ในฐานะประเทศมหาอำนาจใหม่ แต่ในแง่วาระกำหนดของพระเจ้านั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาๆ แต่เป็นหมายสำคัญสำหรับสิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังจะทรงกระทำกับจีน และแผ่นดินโลก
โอลิมปิค 2008 ที่ปักกิ่ง กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม 2008 หรือวันที่ 8 เดือน 8 ปี 08!
ประมาณการกันว่า ปัจจุบันผู้เชื่อชาวจีนในระบบคริสตจักรใต้ดิน มีรวมกันราว 70 ล้านคน พี่น้องผู้เชื่อเหล่านี้หลายคนมีประสบการณ์กับการทนทุกข์เพราะความเชื่อมาแล้วอย่างโชกโชน หลายคนกำลังกระตือรือร้นที่จะมีส่วนในการนำพระกิตติคุณออกไปสู่ชาวโลก บางคนบอกว่า “พระเจ้าสั่งว่า จงออกไป... แต่ไม่ได้บอกให้กลับมา” นั่นเป็นทัศนะของพวกเขา ซึ่งพร้อมจะสละชีวิตเพื่อพลิกฟื้นโลก ลองคิดดูว่าแรงกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโลกนับแต่นี้ต่อไปจะรุนแรงแค่ไหน เมื่อสาวกของพระเยซูซึ่งผ่านและลิ้มชิมรสความตายมาแล้วกำลังจะก้าวออกจากแผ่นดินใหญ่ไปเป็นผู้นำข่าวดีแก่คนทั้งโลก

เราต้องตื่นตัวขึ้น และจับตามองให้ดีในสิ่งใหม่ สิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำท่ามกลางพวกเราในปีนี้ ปีแห่งเลขแปด ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ และการเปิดประตูไปสู่ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า!
------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น: