วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2551
เชียงใหม่ 712 ปี ประชาสังคมเสนอเจตนารมณ์เมือง 14 ข้อ
เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสที่เมืองเชียงใหม่มีอายุครบรอบ 712 ปี หลายองค์กรได้ร่วมกันจัดงาน ‘วันพระญามังรายสร้างแป๋งเมืองเชียงใหม่ ครบ 712 ปี’ ที่วัดเชียงหมั้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และ หอพระญามังราย กลางเวียงเชียงใหม่ โดยองค์กรที่ร่วมกันจัดงานได้ร่วมกันสรุปความต้องการของประชาชนชาวเชียงใหม่ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาจากการประชุมต่างๆ นำเสนอเป็น ‘เจตนารมณ์สำหรับเมืองเชียงใหม่ในวาระครบ 712 ปี’ โดยมีข้อเสนอทั้งหมด 14 ข้อ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
เจตนารมณ์สำหรับเมืองเชียงใหม่ในวาระครบ 712 ปี
ในโอกาสที่เมืองเชียงใหม่มีอายุครบรอบ 712 ปีในวันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551 องค์กรที่ร่วมกันจัดงานวันพระญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ได้สรุปความต้องการของประชาชนชาวเชียงใหม่ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาจากการประชุมต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ขอให้มีการย้ายทัณฑสถานหญิงออกไปจากบริเวณคุ้มหลวงซึ่งเป็นที่ประทับของราชวงศ์มังราย แล้วปรับปรุงเป็น “ข่วงเมือง” พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่สำหรับใช้พักผ่อนและจัดกิจกรรมให้สมศักดิ์ศรีของเมืองเชียงใหม่
2. ขอให้ย้ายสนามบินออกไปนอกเมือง เพราะการขยายสนามบินในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้เที่ยวบินเพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งเสียงดัง สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียง ก่อมลพิษและบั่นทอนสุขภาพประชาชน
3. ขอให้มีรถไฟรางคู่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่เพื่อลดเวลาการเดินทางไกล ลดอุบัติเหตุ และประหยัดพลังงานที่นับวันจะเพิ่มภาระให้แก่ผู้โดยสารและช่วยลดปัญหาโลกร้อน
4. ขอให้มีการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะของเมืองเชียงใหม่ ให้มีรถโดยสารบริการเป็นเส้นทางครอบคลุมพื้นที่เพื่อจะไม่ต้องใช้รถส่วนตัว และแก้ปัญหารถติดที่นับวันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
5. ขอให้การพัฒนาโครงการต่างๆ เคารพสิทธิดั้งเดิมของย่านและชุมชนต่างๆ ยุติการขยายถนนในย่านและชุมชนเก่าแก่เพราะเป็นการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน และยุติการทำลายเหมืองฝายอันเก่าแก่ของเมืองซึ่งจะกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน
6. ขอให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง เช่น ปรับปรุงพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำปิง ปลูกต้นไม้เพิ่มริมถนนสายต่างๆ ปรับปรุงคูเมือง กำแพงเมืองและทางเดินรอบๆ ให้เพิ่มสีเขียวและอนุรักษ์พื้นที่อันเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไว้
7. ขอให้มีแผนและการลงมือฟื้นฟูพื้นที่ภายในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ เช่น ลดพื้นที่พาณิชยกรรมขนาดใหญ่ เพิ่มพื้นที่และอาคารสาธารณะเพื่อการศึกษา, พิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรม
8. ขอให้วัดต่างๆ เป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ เน้นปฏิบัติธรรม ไม่เห่อวัตถุ วัดไม่ควรเป็นที่จอดรถ เต็มไปหมด และห้ามโรงแรมและร้านค้าสร้างอาคารและเครื่องประดับเหมือนวัดวาอาราม
9. ขอให้ทางเท้าในเมืองเป็นทางเดิน มีต้นไม้ให้ร่มเงา ไม่ใช่วางสินค้าขายของเกลื่อน
10. ขอให้องค์กรปกครองท้องถิ่นจัดการขยะอย่างถูกวิธี, ลดขยะ แยกประเภท และเก็บขยะ นำขยะไปย่อยสลายเพื่อผลิตมีเธนสำหรับใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และเพิ่มมูลค่าขยะ
11.ขอให้มีโครงการบูรณะวัดอินทขีลที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าเดิม ห้ามรถยนต์จอดชิดวิหาร และยกเลิกถนนที่ผ่ากลางวัด
12. ขอให้ปรับปรุงพื้นที่ริมถนนเชียงใหม่-ลำปางเป็นพื้นที่สีเขียวหน้าวัดเจ็ดยอดให้เป็นข่วงติโลกราชในวาระครบรอบ 600 ปีชาตะกาลของพญาติโลกราช-กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของล้านนาในปี พ.ศ. 2552
13. ขอให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเอาจริงเอาจังกับการฝ่าฝืนกฎหมาย ยุติสงกรานต์ที่ขายสุรา-เบียร์เกร่อ, แต่งกาย เล่นน้ำ เต้นรำที่ไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น, ขอให้คนเดินเล่นน้ำรอบคูเมือง ไม่ให้รถวิ่ง
14. ขอให้เมืองเชียงใหม่หยุดฟุ้งเฟ้อ หยุดคลั่งความเจริญ หยุดป่าคอนกรีต หยุดก้าวตามกรุงเทพฯ
000
รายนามองค์กรจัดงานสร้างแป๋งเมืองเชียงใหม่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551
กลุ่มลูกหลานผู้สืบสายสกุลเจ้าเจ็ดตน, กลุ่มงานล้านนาคดีศึกษา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, กลุ่มศึกษาเรื่องเมือง สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, กลุ่มสล่าล้านนา, คณะทำงานชาวกาดหลวง-กาดเก๊าลำไยรุ่นก่อนไฟไหม้, เครือข่ายชาวพุทธเชียงใหม่, เครือข่ายแก้ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ทั้งระบบภาคประชาชน, เครือข่ายอาหารเชียงใหม่ปลอดภัย/สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, เจริญมอเตอร์กรุ๊ปจำกัด, ชมรมจักรยานวันอาทิตย์, ชมรมปักขทืนล้านนา, ชมรมไท้จี๋ชี่กง, ชุมชนและศรัทธาวัดเชียงหมั้น, ชุมชนและศรัทธาวัดล่ามช้าง, ชาวบ้านย่านวัดเกต-ฟ้าฮ่าม, ชาวบ้านย่านนิมมานเหมินท์, ชาวบ้านย่านซอยวัดอุโมงค์, บริษัท กาดสวนแก้ว 2545 จำกัด, บริษัทสุเทพจำกัด, ชุมนุมฮักกำเมือง, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ วัดสวนดอก, มูลนิธิพุทธสถานเชียงใหม่, มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง (เชียงใหม่), ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชียงใหม่, สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่, สภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองเชียงใหม่, องค์การวุฒิอาสาธนาคารสมองจังหวัดเชียงใหม่ฯ
หมายเหตุ
ตราบใดที่คริสเตียนเรายังไม่ได้เข้าไปมีบทบาทกับบ้านเมือง วิสัยทัศน์/การพัฒนาใดๆ ก็คงออกมาได้เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ วัฒนธรรม อะไรประมาณนี้
--------------------------------
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551
หัวหอกแห่งการฟื้นฟู?
ในหลายสิบปีที่ผ่านมา มีคำพยากรณ์มากมายที่บอกว่า การฟื้นฟูครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยไฟแห่งการฟื้นฟูจะถูกจุดขึ้นที่ภาคเหนือก่อนแล้วแพร่ลามไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ การเปิดเผยโดยพระวิญญาณของพระเจ้าในเรื่องนี้ เกิดขึ้นย้ำๆ ซ้ำกันหลายครั้ง จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั่วไปในท่ามกลางคริสตชนทั้งหลายราวกับเป็นข้อเท็จจริงฝ่ายวิญญาณไปแล้ว
ประกอบกับ เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่คริสเตียนคนแรกได้ยอมตายเพราะความเชื่อ เกิดขึ้นที่บ้านแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และข้อมูลเชิงสถิติพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนคริสตจักรมากที่สุดในประเทศไทยนั้นคือเชียงใหม่ (รองลงมาคือกรุงเทพฯ และเชียงราย) เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วภาคเหนือจึงเป็นชุมชนคริสเตียนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ผู้เชื่อทั้งในท้องถิ่น และทั่วประเทศ และแม้กระทั่งบรรดามิชชั่นนารีที่เกี่ยวข้องต่างกำลังคาดหวังที่จะเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้นในยุคสมัยของตน
คำถามข้อใหญ่คือ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? และในรูปแบบใด?
ผู้รับใช้พระเจ้าหลายท่านที่มีใจร้อนรนได้พากันลุกขึ้นเพื่อจะกระทำให้นิมิตนี้สำเร็จ สิ่งที่กลายเป็นคำสามัญติดปากเราทุกคนไปแล้วก็คือคำว่า “การประชุมฟื้นฟู” ทุกคนอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น เราจึงลุกขึ้นจัดการประชุมฟื้นฟู... จัดกลุ่มอธิษฐานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟู... จัดสัมมนา จัดประกาศกลางแจ้ง จัดรวมพลังนมัสการ ตลอดจนกิจกรรมฝ่ายวิญญาณต่างๆ โดยความคาดหวังว่า เราจะไปแตะโดน “ปุ่มฟื้นฟู” เข้าสักวันหนึ่ง จน การฟื้นฟู ระเบิดขึ้นและลุกลามไปทั่ว...
นักธุรกิจคริสเตียนหลายท่านยอมทุ่มทุนไปมากมาย เพราะอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการประชุมที่น่าตื่นเต้น และเร้าใจ... และคริสตจักรอาจยังคงอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นฟู” อีกหลายก้าว...
ที่น่าคิดคือ การประชุมที่จัดๆ ไปนั้นอาจต้องใช้เงินมาก ในขณะที่ถ้าเกิดการฟื้นฟูขึ้นจริงๆ เราอาจไม่ต้องใช้เงินเลยก็ได้...
ผู้นำคริสตจักรหลายท่าน ยอมทุ่มเทเรี่ยวแรงและทรัพย์สินด้วยความสุจริตใจเพราะอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น
เราเฝ้าเสาะแสวงหา “นักเทศน์ฟื้นฟู” หรือทีมฟื้นฟู เพื่อจะเชิญมาทำการฟื้นฟูในคริสตจักรหรือกลุ่ม คณะ ของเรา
เราได้รับการเจิมด้วยไฟ เราได้สัมผัสน้ำพุของพระเจ้า มีคนล้มลงในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ มีคนหัวเราะจนจนตัวงอ ควบคุมตัวเองไม่อยู่เพราะความปิติยินดีในพระวิญญาณ มีคนร้องไห้เพราะสำนึกผิดบาป มีคนกลับใจใหม่เพราะเห็นฤทธิ์อัศจรรย์ของพระเจ้า...
ผมเคยเห็นสมาชิกจากคริสตจักรในสภาฯ จำนวนมากโยกย้ายไปอยู่กับคริสตจักรเพนเตคอสต์หลายแห่งในเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟู “การนมัสการในพระวิญญาณ” สมาชิกจากคริสตจักรเพนเตคอสต์และสภาฯ ก็พากันย้ายไปอยู่กับคริสตจักรคาริสเมติคต่างๆ จนหลายคริสตจักรต้องรีบปรับตัวและ “ฟื้นฟู” แนวทางการนมัสการของตนเอง เพื่อดึงดูดสมาชิกไว้...
เพราะความร้อนรนที่ทุกคนอยากเห็น อยากมีส่วนในการฟื้นฟูใหญ่ของพระเจ้า แค่เราได้เห็นประกายไฟของพระเจ้าที่โน่นนิด ที่นี่หน่อย ได้แตะละอองน้ำของพระเจ้าบ้างแบบประปราย เราก็จะรีบร้องตะโกนออกมาด้วยความยินดีว่า “ฟื้นฟูแล้ว ฟื้นฟูแล้ว”
อีกประการหนึ่ง เมื่อพระเจ้าเริ่มใช้ผู้นำบางท่านเพื่อจะเริ่มจุดประกายของการฟื้นฟูขึ้น อารามดีใจเราก็รีบออกไปประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รับรู้ถึง “ความสำเร็จ” ที่กำลังเกิดขึ้น
เส้นแบ่งระหว่าง “การเป็นพยานเพราะความยินดี” กับ “การโอ้อวดถึงความสำเร็จ” นั้นบางมาก แทบจะแยกกันไม่ออก
มีแต่เจ้าตัว กับพระเจ้าเท่านั้นที่บอกได้ว่า ท่าทีลึกๆ ในใจของเรานั้นอยู่ฝ่ายวิญญาณหรือเนื้อหนัง
และบางครั้งจิตใจของเราก็แยบยลและเหลี่ยมจัดจนตัวเองแยกไม่ออกเหมือนกันว่าเรากำลังอยู่ฝ่ายวิญญาณหรือเนื้อหนังกันแน่?
ที่จริงหลายครั้ง พวกเราหลายคนเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณชัด .... พอมารู้ตัวอีกที การฟื้นฟูก็หยุดไปแล้ว และเรากำลังจบลงด้วยเนื้อหนัง
หลายคนจึงดิ้นรนสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่ตัวเอง และการงานนับจากนี้ต่อไปก็มีเพียงแค่การเฝ้าซากของการฟื้นฟูซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
สรุปแล้วการฟื้นฟูที่ว่าได้เคยเกิดขึ้นในภาคเหนือแล้วหรือยัง? หรือจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า?
ผมเชื่อว่าพระเจ้าได้พยายามที่จะทำให้เกิดการฟื้นฟูขึ้นมาหลายครั้งแล้วในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งในแง่ของการพลิกฟื้นจิตใจของคริสเตียนให้หันกลับมาสู่ความรักดั้งเดิมในพระเจ้า และการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าท่ามกลางผู้ที่ยังไม่เชื่อ จนหลายคนยอมมอบถวายชีวิตให้แก่พระคริสต์
สำหรับทุกท่านที่ร้อนรนเพื่อพระเจ้า พระเจ้าอาจเคยเริ่มจุดประกายการฟื้นฟูนั้นผ่านตัวของคุณมาแล้วด้วยซ้ำ
ยอมรับไหมว่า ท่านเคยอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงใช้ท่านและคริสตจักรให้เป็นหัวหอกของการฟื้นฟู? หรือขอให้ได้มีส่วนกับแผนการแห่งการฟื้นฟูของพระเจ้า?
และพระเจ้าก็คงได้เคยพยายามที่จะตอบคำอธิษฐานนั้นเพื่อท่านไปแล้ว
แต่กิจกรรมและท่าทีแบบเนื้อหนัง โดยเฉพาะความเย่อหยิ่ง คือสิ่งที่ “ดับ” พระวิญญาณ
แล้วเศเดคียาห์บุตรเคนาอะนาห์ได้เข้าใกล้และตบแก้มมีคายาห์ พูดว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าไปจากข้า พูดกับเจ้าได้อย่างไร?” และมีคายาห์ตอบว่า “ดูเถิด เจ้าจะเห็นในวันนั้น เมื่อเจ้าเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อจะซ่อนตัวเจ้า” 1 พงศ์กษัตริย์ 22 ข้อ 24, 25
กษัตริย์อาหับได้ชักชวนเยโฮชาฟัทออกไปทำสงครามยึดดินแดนคืนจากซีเรีย เยโฮชาฟัทรับปากแต่โดยความยำเกรงพระเจ้าจึงอยากรู้ก่อนว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่ที่จะออกไปทำสงครามครั้งนี้ อาหับบัญชาให้เรียกผู้เผยพระวจนะมาสี่ร้อยคนเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าพระเจ้าสำแดงให้ออกไปรบ และจะมีชัยชนะแน่
มีคายาห์ผู้เผยพระวจนะถูกเรียกตัวมาในช่วงสุดท้ายเพื่อให้เปิดเผยถึงน้ำพระทัยพระเจ้า ท่านทูลต่อกษัตริย์แห่งอิสราเอลว่า กองทัพอิสราเอลจะพ่ายแพ้และพระองค์จะถึงแก่ชีวิต ซึ่งทำให้อาหับไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง เศเดคียาห์ ผู้เผยพระวจนะเทียมซึ่งถูกครอบงำด้วยวิญญาณมุสาจึงเข้ามาตบหน้ามีคายาห์ พร้อมกับตั้งคำถามว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าไปจากข้า พูดกับเจ้าได้อย่างไร?”
ประโยคนี้ มีความหมายในทำนองที่ว่า...
ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าจริง พระเจ้าต้องพูดหรือทำการผ่านทางข้าเท่านั้น...
ถ้าพระเจ้าจะฟื้นฟูจริง พระเจ้าจะต้องฟื้นฟูผ่านทางคริสตจักรหรือคณะของเราเท่านั้น...
เศเดคียาห์ มีทีมงานตั้งสี่ร้อยคน มีชื่อเสียง มีเกียรติ มีเครดิตน่าเชื่อถือมากกว่ามีคายาห์อยู่เห็นๆ
ตามมาตรฐานของอาหับแล้ว พวกเขามีประวัติและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับนับถือในแวดวงพันธกิจมากกว่า...
เศเดคียาห์ก็คงเชื่ออย่างนั้นโดยสนิทใจ โดยอิทธิพลที่เขามีอยู่พอสมควรต่อหน้ากษัตริย์ เขาจึงตบหน้าผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าและตั้งคำถามออกไปอย่างเย้ยหยันแบบนั้น...
ทุกวันนี้ อาจไม่มีผู้นำท่านใดกล้ายอมรับอย่างเปิดเผยว่าลึกๆ ภายในเราอาจมีท่าทีเช่นนี้ซ่อนอยู่
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเล้นรับจนถึงกับเรามองไม่เห็นเลยเสียทีเดียว
เพราะพระเจ้าอาจยอมให้เกิดความเคลื่อนไหว เกิดเหตุการณ์ “ฟื้นฟู” แบบย่อมๆ ขึ้นมา ที่โน่นนิดที่นี่หน่อย เพื่อทดสอบดูท่าทีในใจของเรา หรือเพื่อทำให้ท่าทีในใจของเราเปิดเผยออกมา....
เมื่อเราพยายามผูกขาดว่า การฟื้นฟูของแท้ หรือการเคลื่อนไหวของพระเจ้าจะต้องเกิดขึ้นผ่านทางเราเท่านั้น
เมื่อเรารู้สึกขัดเคืองใจที่เห็นคนอื่นได้เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู แต่เราไม่
เมื่อเราพยายามลดความน่าเชื่อถือในการฟื้นฟูของคนอื่น.. กลุ่มอื่น...ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนริเริ่ม
เมื่อเรารับไม่ได้ ที่จะเห็นพระเจ้าใช้คนอื่นเป็นหัวหอกของการฟื้นฟูแทนเรา?
เมื่อเราไม่พอใจที่พระเจ้าเลือกใช้ และเคลื่อนไหวผ่านคนอื่น โดยที่ไม่ทรงมาปรึกษาเราก่อน?
“ฉาด!” เสียงตบดังจนหน้าหัน “พระวิญญาณของพระเจ้าพรากจากข้าไปพูดกับเจ้าได้อย่างไร?”
ความเย่อหยิ่งทำให้พระพรหยุดชะงัก ความหยิ่งยะโสเป็นเหมือนน้ำเย็นที่ดับไฟของพระวิญญาณ เป็นต้นเหตุของการแก่งแย่งชิงดี แตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง และเห็นแก่ตัว ตลอดจนอุบายต่ำช้าสารพัดอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงการรับใช้พระเจ้า ทั้งการใส่ร้าย ป้ายสี การแทงข้างหลัง การหักหลัง การโจมตีและกิจกรรมอีกหลายอย่างที่เรากระทำกันอยู่ “ในพระนามของพระเจ้า”
ทั้งๆ ที่ทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่การฟื้นฟูตามความหมายของคำพยากรณ์สำหรับภาคเหนือเลย ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราและเพื่อนผู้รับใช้พระเจ้ากำลังสัมผัสอยู่นี้เป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของการฟื้นฟูใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น
แต่ก็ถือเป็นการทดสอบด่านแรก ว่าเราพร้อมกันหรือยังสำหรับการฟื้นฟูใหญ่ที่กำลังจะมาถึง?
และก็น่าจะเป็นคำตอบที่เพียงพอแล้วว่าทำไมการฟื้นฟูใหญ่อย่างที่กล่าวขานกันมานานนั้นยังไม่เกิดขึ้นซักที?
ในชั่วชีวิตผู้รับใช้พระเจ้าคนหนึ่ง ผมว่ามันเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ถ้าพระเจ้าจะเลือกใช้เราให้มีส่วนในการฟื้นฟูใหญ่ที่จะมาถึงประเทศไทย – เริ่มต้นที่ภาคเหนือก่อน
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหัวหอก ไม่ได้เป็นผู้นำการฟื้นฟู แค่ได้มีส่วนในแผนการของพระเจ้าเพียงเล็กน้อยก็น่าภูมิใจมากยิ่งแล้ว
แต่หัวใจของการรับใช้ที่เราต้องดำรงไว้ก็คือ “พระองค์จะต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนเราจะต้องเล็กลง”
และหลักการแห่งแผ่นดินสวรรค์ก็แปลกประหลาดและพลิกผัน ตรงข้ามกับระบบของโลกไปอย่างสิ้นเชิง –อะไรๆ ที่คนเราดิ้นรนไขว่คว้าและเสาะแสวงหา เรามักจะต้องสูญเสียมันไป แต่เมื่อท่าทีของเราถูกต้อง และเราพร้อมจะสูญเสียทุกอย่างเพื่อเห็นแก่พระนามของพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์ พระองค์กลับเลือกที่จะประทานสิ่งนั้นให้แก่เรา
คุณอยากเป็นไหมล่ะ“หัวหอกของการฟื้นฟู” เพื่อภาคเหนือและเพื่อประเทศไทยเรา?
ผมเชื่อว่า ถ้าคุณพร้อมที่จะถ่อมตัวลงอย่างแท้จริง พระเจ้าก็ทรงพร้อมที่จะใช้คุณเช่นกัน
--------------------------------------------------------------
ประกอบกับ เมื่อพิจารณาข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่คริสเตียนคนแรกได้ยอมตายเพราะความเชื่อ เกิดขึ้นที่บ้านแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และข้อมูลเชิงสถิติพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนคริสตจักรมากที่สุดในประเทศไทยนั้นคือเชียงใหม่ (รองลงมาคือกรุงเทพฯ และเชียงราย) เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วภาคเหนือจึงเป็นชุมชนคริสเตียนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
องค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ผู้เชื่อทั้งในท้องถิ่น และทั่วประเทศ และแม้กระทั่งบรรดามิชชั่นนารีที่เกี่ยวข้องต่างกำลังคาดหวังที่จะเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้นในยุคสมัยของตน
คำถามข้อใหญ่คือ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่? และในรูปแบบใด?
ผู้รับใช้พระเจ้าหลายท่านที่มีใจร้อนรนได้พากันลุกขึ้นเพื่อจะกระทำให้นิมิตนี้สำเร็จ สิ่งที่กลายเป็นคำสามัญติดปากเราทุกคนไปแล้วก็คือคำว่า “การประชุมฟื้นฟู” ทุกคนอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น เราจึงลุกขึ้นจัดการประชุมฟื้นฟู... จัดกลุ่มอธิษฐานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟู... จัดสัมมนา จัดประกาศกลางแจ้ง จัดรวมพลังนมัสการ ตลอดจนกิจกรรมฝ่ายวิญญาณต่างๆ โดยความคาดหวังว่า เราจะไปแตะโดน “ปุ่มฟื้นฟู” เข้าสักวันหนึ่ง จน การฟื้นฟู ระเบิดขึ้นและลุกลามไปทั่ว...
นักธุรกิจคริสเตียนหลายท่านยอมทุ่มทุนไปมากมาย เพราะอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการประชุมที่น่าตื่นเต้น และเร้าใจ... และคริสตจักรอาจยังคงอยู่ห่างไกลจากคำว่า “ฟื้นฟู” อีกหลายก้าว...
ที่น่าคิดคือ การประชุมที่จัดๆ ไปนั้นอาจต้องใช้เงินมาก ในขณะที่ถ้าเกิดการฟื้นฟูขึ้นจริงๆ เราอาจไม่ต้องใช้เงินเลยก็ได้...
ผู้นำคริสตจักรหลายท่าน ยอมทุ่มเทเรี่ยวแรงและทรัพย์สินด้วยความสุจริตใจเพราะอยากเห็นการฟื้นฟูเกิดขึ้น
เราเฝ้าเสาะแสวงหา “นักเทศน์ฟื้นฟู” หรือทีมฟื้นฟู เพื่อจะเชิญมาทำการฟื้นฟูในคริสตจักรหรือกลุ่ม คณะ ของเรา
เราได้รับการเจิมด้วยไฟ เราได้สัมผัสน้ำพุของพระเจ้า มีคนล้มลงในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ มีคนหัวเราะจนจนตัวงอ ควบคุมตัวเองไม่อยู่เพราะความปิติยินดีในพระวิญญาณ มีคนร้องไห้เพราะสำนึกผิดบาป มีคนกลับใจใหม่เพราะเห็นฤทธิ์อัศจรรย์ของพระเจ้า...
ผมเคยเห็นสมาชิกจากคริสตจักรในสภาฯ จำนวนมากโยกย้ายไปอยู่กับคริสตจักรเพนเตคอสต์หลายแห่งในเชียงใหม่ ต่อมาเมื่อมีการฟื้นฟู “การนมัสการในพระวิญญาณ” สมาชิกจากคริสตจักรเพนเตคอสต์และสภาฯ ก็พากันย้ายไปอยู่กับคริสตจักรคาริสเมติคต่างๆ จนหลายคริสตจักรต้องรีบปรับตัวและ “ฟื้นฟู” แนวทางการนมัสการของตนเอง เพื่อดึงดูดสมาชิกไว้...
เพราะความร้อนรนที่ทุกคนอยากเห็น อยากมีส่วนในการฟื้นฟูใหญ่ของพระเจ้า แค่เราได้เห็นประกายไฟของพระเจ้าที่โน่นนิด ที่นี่หน่อย ได้แตะละอองน้ำของพระเจ้าบ้างแบบประปราย เราก็จะรีบร้องตะโกนออกมาด้วยความยินดีว่า “ฟื้นฟูแล้ว ฟื้นฟูแล้ว”
อีกประการหนึ่ง เมื่อพระเจ้าเริ่มใช้ผู้นำบางท่านเพื่อจะเริ่มจุดประกายของการฟื้นฟูขึ้น อารามดีใจเราก็รีบออกไปประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้รับรู้ถึง “ความสำเร็จ” ที่กำลังเกิดขึ้น
เส้นแบ่งระหว่าง “การเป็นพยานเพราะความยินดี” กับ “การโอ้อวดถึงความสำเร็จ” นั้นบางมาก แทบจะแยกกันไม่ออก
มีแต่เจ้าตัว กับพระเจ้าเท่านั้นที่บอกได้ว่า ท่าทีลึกๆ ในใจของเรานั้นอยู่ฝ่ายวิญญาณหรือเนื้อหนัง
และบางครั้งจิตใจของเราก็แยบยลและเหลี่ยมจัดจนตัวเองแยกไม่ออกเหมือนกันว่าเรากำลังอยู่ฝ่ายวิญญาณหรือเนื้อหนังกันแน่?
ที่จริงหลายครั้ง พวกเราหลายคนเริ่มต้นด้วยพระวิญญาณชัด .... พอมารู้ตัวอีกที การฟื้นฟูก็หยุดไปแล้ว และเรากำลังจบลงด้วยเนื้อหนัง
หลายคนจึงดิ้นรนสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่ตัวเอง และการงานนับจากนี้ต่อไปก็มีเพียงแค่การเฝ้าซากของการฟื้นฟูซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
สรุปแล้วการฟื้นฟูที่ว่าได้เคยเกิดขึ้นในภาคเหนือแล้วหรือยัง? หรือจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า?
ผมเชื่อว่าพระเจ้าได้พยายามที่จะทำให้เกิดการฟื้นฟูขึ้นมาหลายครั้งแล้วในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งในแง่ของการพลิกฟื้นจิตใจของคริสเตียนให้หันกลับมาสู่ความรักดั้งเดิมในพระเจ้า และการสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าท่ามกลางผู้ที่ยังไม่เชื่อ จนหลายคนยอมมอบถวายชีวิตให้แก่พระคริสต์
สำหรับทุกท่านที่ร้อนรนเพื่อพระเจ้า พระเจ้าอาจเคยเริ่มจุดประกายการฟื้นฟูนั้นผ่านตัวของคุณมาแล้วด้วยซ้ำ
ยอมรับไหมว่า ท่านเคยอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงใช้ท่านและคริสตจักรให้เป็นหัวหอกของการฟื้นฟู? หรือขอให้ได้มีส่วนกับแผนการแห่งการฟื้นฟูของพระเจ้า?
และพระเจ้าก็คงได้เคยพยายามที่จะตอบคำอธิษฐานนั้นเพื่อท่านไปแล้ว
แต่กิจกรรมและท่าทีแบบเนื้อหนัง โดยเฉพาะความเย่อหยิ่ง คือสิ่งที่ “ดับ” พระวิญญาณ
แล้วเศเดคียาห์บุตรเคนาอะนาห์ได้เข้าใกล้และตบแก้มมีคายาห์ พูดว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าไปจากข้า พูดกับเจ้าได้อย่างไร?” และมีคายาห์ตอบว่า “ดูเถิด เจ้าจะเห็นในวันนั้น เมื่อเจ้าเข้าไปในห้องชั้นในเพื่อจะซ่อนตัวเจ้า” 1 พงศ์กษัตริย์ 22 ข้อ 24, 25
กษัตริย์อาหับได้ชักชวนเยโฮชาฟัทออกไปทำสงครามยึดดินแดนคืนจากซีเรีย เยโฮชาฟัทรับปากแต่โดยความยำเกรงพระเจ้าจึงอยากรู้ก่อนว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่ที่จะออกไปทำสงครามครั้งนี้ อาหับบัญชาให้เรียกผู้เผยพระวจนะมาสี่ร้อยคนเพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าพระเจ้าสำแดงให้ออกไปรบ และจะมีชัยชนะแน่
มีคายาห์ผู้เผยพระวจนะถูกเรียกตัวมาในช่วงสุดท้ายเพื่อให้เปิดเผยถึงน้ำพระทัยพระเจ้า ท่านทูลต่อกษัตริย์แห่งอิสราเอลว่า กองทัพอิสราเอลจะพ่ายแพ้และพระองค์จะถึงแก่ชีวิต ซึ่งทำให้อาหับไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง เศเดคียาห์ ผู้เผยพระวจนะเทียมซึ่งถูกครอบงำด้วยวิญญาณมุสาจึงเข้ามาตบหน้ามีคายาห์ พร้อมกับตั้งคำถามว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าไปจากข้า พูดกับเจ้าได้อย่างไร?”
ประโยคนี้ มีความหมายในทำนองที่ว่า...
ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าจริง พระเจ้าต้องพูดหรือทำการผ่านทางข้าเท่านั้น...
ถ้าพระเจ้าจะฟื้นฟูจริง พระเจ้าจะต้องฟื้นฟูผ่านทางคริสตจักรหรือคณะของเราเท่านั้น...
เศเดคียาห์ มีทีมงานตั้งสี่ร้อยคน มีชื่อเสียง มีเกียรติ มีเครดิตน่าเชื่อถือมากกว่ามีคายาห์อยู่เห็นๆ
ตามมาตรฐานของอาหับแล้ว พวกเขามีประวัติและชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับนับถือในแวดวงพันธกิจมากกว่า...
เศเดคียาห์ก็คงเชื่ออย่างนั้นโดยสนิทใจ โดยอิทธิพลที่เขามีอยู่พอสมควรต่อหน้ากษัตริย์ เขาจึงตบหน้าผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าและตั้งคำถามออกไปอย่างเย้ยหยันแบบนั้น...
ทุกวันนี้ อาจไม่มีผู้นำท่านใดกล้ายอมรับอย่างเปิดเผยว่าลึกๆ ภายในเราอาจมีท่าทีเช่นนี้ซ่อนอยู่
แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเล้นรับจนถึงกับเรามองไม่เห็นเลยเสียทีเดียว
เพราะพระเจ้าอาจยอมให้เกิดความเคลื่อนไหว เกิดเหตุการณ์ “ฟื้นฟู” แบบย่อมๆ ขึ้นมา ที่โน่นนิดที่นี่หน่อย เพื่อทดสอบดูท่าทีในใจของเรา หรือเพื่อทำให้ท่าทีในใจของเราเปิดเผยออกมา....
เมื่อเราพยายามผูกขาดว่า การฟื้นฟูของแท้ หรือการเคลื่อนไหวของพระเจ้าจะต้องเกิดขึ้นผ่านทางเราเท่านั้น
เมื่อเรารู้สึกขัดเคืองใจที่เห็นคนอื่นได้เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู แต่เราไม่
เมื่อเราพยายามลดความน่าเชื่อถือในการฟื้นฟูของคนอื่น.. กลุ่มอื่น...ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนริเริ่ม
เมื่อเรารับไม่ได้ ที่จะเห็นพระเจ้าใช้คนอื่นเป็นหัวหอกของการฟื้นฟูแทนเรา?
เมื่อเราไม่พอใจที่พระเจ้าเลือกใช้ และเคลื่อนไหวผ่านคนอื่น โดยที่ไม่ทรงมาปรึกษาเราก่อน?
“ฉาด!” เสียงตบดังจนหน้าหัน “พระวิญญาณของพระเจ้าพรากจากข้าไปพูดกับเจ้าได้อย่างไร?”
ความเย่อหยิ่งทำให้พระพรหยุดชะงัก ความหยิ่งยะโสเป็นเหมือนน้ำเย็นที่ดับไฟของพระวิญญาณ เป็นต้นเหตุของการแก่งแย่งชิงดี แตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง และเห็นแก่ตัว ตลอดจนอุบายต่ำช้าสารพัดอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงการรับใช้พระเจ้า ทั้งการใส่ร้าย ป้ายสี การแทงข้างหลัง การหักหลัง การโจมตีและกิจกรรมอีกหลายอย่างที่เรากระทำกันอยู่ “ในพระนามของพระเจ้า”
ทั้งๆ ที่ทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่การฟื้นฟูตามความหมายของคำพยากรณ์สำหรับภาคเหนือเลย ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราและเพื่อนผู้รับใช้พระเจ้ากำลังสัมผัสอยู่นี้เป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของการฟื้นฟูใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น
แต่ก็ถือเป็นการทดสอบด่านแรก ว่าเราพร้อมกันหรือยังสำหรับการฟื้นฟูใหญ่ที่กำลังจะมาถึง?
และก็น่าจะเป็นคำตอบที่เพียงพอแล้วว่าทำไมการฟื้นฟูใหญ่อย่างที่กล่าวขานกันมานานนั้นยังไม่เกิดขึ้นซักที?
ในชั่วชีวิตผู้รับใช้พระเจ้าคนหนึ่ง ผมว่ามันเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ถ้าพระเจ้าจะเลือกใช้เราให้มีส่วนในการฟื้นฟูใหญ่ที่จะมาถึงประเทศไทย – เริ่มต้นที่ภาคเหนือก่อน
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหัวหอก ไม่ได้เป็นผู้นำการฟื้นฟู แค่ได้มีส่วนในแผนการของพระเจ้าเพียงเล็กน้อยก็น่าภูมิใจมากยิ่งแล้ว
แต่หัวใจของการรับใช้ที่เราต้องดำรงไว้ก็คือ “พระองค์จะต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น ส่วนเราจะต้องเล็กลง”
และหลักการแห่งแผ่นดินสวรรค์ก็แปลกประหลาดและพลิกผัน ตรงข้ามกับระบบของโลกไปอย่างสิ้นเชิง –อะไรๆ ที่คนเราดิ้นรนไขว่คว้าและเสาะแสวงหา เรามักจะต้องสูญเสียมันไป แต่เมื่อท่าทีของเราถูกต้อง และเราพร้อมจะสูญเสียทุกอย่างเพื่อเห็นแก่พระนามของพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์ พระองค์กลับเลือกที่จะประทานสิ่งนั้นให้แก่เรา
คุณอยากเป็นไหมล่ะ“หัวหอกของการฟื้นฟู” เพื่อภาคเหนือและเพื่อประเทศไทยเรา?
ผมเชื่อว่า ถ้าคุณพร้อมที่จะถ่อมตัวลงอย่างแท้จริง พระเจ้าก็ทรงพร้อมที่จะใช้คุณเช่นกัน
--------------------------------------------------------------
ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่
“อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ เราจะทำทางในถิ่นทุรกันดาร และแม่น้ำในที่แห้งแล้ง สัตว์ป่าทุ่งจะให้เกียรติเรา คือหมาป่าและนกกระจอกเทศ เพราะเราให้น้ำในถิ่นทุรกันดาร ให้แม่น้ำในที่แห้งแล้ง เพื่อให้น้ำดื่มแก่ชนชาติผู้เลือกสรรของเรา คือชนชาติที่เราปั้นเพื่อเราเอง เพื่อเขาจะถวายสรรเสริญเรา” อิสยาห์ 43 ข้อ 18-21
ปี 2008 ตรงกับศักราชยิวปี 5768 คำเผยพระวจนะของ สภาอัครทูตแห่งผู้ปกครองซึ่งเผยพระวจนะ (ซึ่งแกนนำประกอบด้วย ซินดี้ เจค็อปส์, ซี ปีเตอร์ แว็กเนอร์, ชัค เพียซ และผู้เผยพระวจนะระดับแนวหน้าอีกหลายสิบท่าน) เน้นถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีแห่ง “เลขแปด” – ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ ปีแห่งการเปิดประตูใหม่ๆ ไปสู่พระพรและสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าเตรียมไว้สำหรับประชากรของพระองค์
คำเผยพระวจนะซึ่งท่านอิสยาห์ได้กล่าวไว้ ก็บ่งบอกถึงสิ่งใหม่และสิ่งอัศจรรย์ที่พระเจ้าจะทรงกระทำท่ามกลางประชากรของพระองค์ด้วยเช่นกัน
สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ มีหมายสำคัญบางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว และพระเจ้าคาดหวังให้เรามองดู และมองเห็น “ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” ที่จริง มีคำกำชับหลายอย่างในพระธรรมตอนนี้ เพื่อเตรียมคนของพระเจ้าให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าไปสู่สิ่งใหม่ สิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ากำลังจะทรงกระทำ ลองมาพิจารณาด้วยกันนะครับ
1. อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน
สิ่งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับสิ่งใหม่ๆ ที่พระเจ้าจะนำเข้ามาสู่ชีวิตของเราได้
ขอบคุณพระเจ้า ถ้าเราประสบความสำเร็จ ได้ลิ้มรสในความยิ่งใหญ่ ในฤทธิ์เดช ในเกียรติยศชื่อเสียง และในพระพรนานาประการในช่วงอดีตที่ผ่านมา แต่ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “นักฟื้นฟูรุ่นก่อน กลายเป็นผู้ต่อต้านการฟื้นฟูครั้งใหม่” เพราะเขาคิดว่าตนเองคือจุดจบของการฟื้นฟู เขาได้บรรลุถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุดแล้วในแผนการฟื้นฟูของพระเจ้า สิ่งใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับวิธีการและรูปแบบที่พระเจ้าเคยใช้หรือกระทำผ่านทางชีวิตของตนในอดีตจะถูกตีความว่าผิด หรือเพี้ยนไปแล้ว เขาชอบเตือนคนอื่นที่กำลังจะเคลื่อนไหวไปกับสิ่งใหม่ว่า “ระวังนะ อันตรายมาก”
ปัญหาส่วนหนึ่งคือ เขาจดจำแต่สิ่งที่เคยเกิดขึ้น จะเพราะความภูมิใจในความสำเร็จหรือความกลัวที่จะสูญเสียสิทธิอำนาจอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายผู้รับใช้ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าเคยใช้อย่างมากมายในอดีตอาจตั้งตัวเป็นผู้ขัดขวางการฟื้นฟูใหม่ทุกรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับ “สิ่งที่ล่วงแล้ว... สิ่งเก่าก่อน” ที่ตนเองเคยเห็นมา
คำสั่งสำหรับประชากรของพระเจ้าเพื่อเปิดทางให้พระเจ้านำสิ่งใหม่ๆ เข้ามาสู่ชีวิตของเราได้จึงเป็น อย่าจดจำสิ่งล่วงแล้วนั้น อย่าพิเคราะห์สิ่งเก่าก่อน
แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของอดีตอาจเป็นความล้มเหลว ความผิดพลาด หรือความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้น
หลายคนยอมให้อดีตครอบงำชีวิตปัจจุบัน จนไม่มีกำลังใจใดๆ เหลือที่จะทำสิ่งใหม่ๆ
ความล้มเหลว จนถูกสังคมตราหน้าว่าเป็น “ขี้แพ้” หรือการสูญเสียอันใหญ่หลวง ทั้งๆ ที่ตั้งใจดี ทุ่มเทที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อครอบครัว หรือเพื่อพระเจ้า อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางเราไว้ไม่ให้กล้าที่จะคาดหวัง หรือเชื่อว่าจะมีสิ่งดีใดๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้อีก อดีตมันยืนยันไว้อย่างนั้น...?
ความเสียใจหรือผิดหวัง เพราะการสูญเสียครั้งใหญ่ในอดีต อาจก่อให้เกิดความขมขื่นทั้งต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ หลายคนจึงถูกผูกมัดอยู่ในความเจ็บช้ำ เจ็บปวด และท้อแท้สิ้นหวัง
คริสเตียนและผู้รับใช้พระเจ้าที่ตั้งใจดีจำนวนมากถูกซาตานผูกมัดด้วยความรู้สึกด้านลบเหล่านี้ ซาตานเปรียบเหมือนเจ้าของสวนที่บรรจงเอาเส้นลวดคาดและมัด “บอนไซ” ของเขาไว้ เพื่อให้มันหยุดการเจริญเติบโต เป็นต้นไม้ที่แคระแกร็นและ “น่ารัก” แต่ไม่อาจให้ร่มเงา พืชผลใดๆ ได้ต่อไปอีก
เปาโล อัครทูตผู้ที่พระเจ้าทรงใช้อย่างมากจึงสอนเราไว้ว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งในพระเยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบน ให้เราไปรับ” (ฟิลิปปี 3.13-14)
และท่านกล่าวต่อไปว่า “เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดให้เรื่องนั้นประจักษ์แก่ท่านด้วย แต่เราได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป” (ข้อ 15-16)
ถ้าเราเคยประสบความสำเร็จ เราก็ไม่ควรสรุปว่าเราคือคำตอบสำหรับทุกเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า และเป็นจุดจบของการฟื้นฟูทั้งสิ้นตามแผนการพระเจ้า สิ่งที่ดีอาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางสิ่งที่ดีกว่าหรือดีที่สุดที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้สำหรับเรา
ถ้าเราเคยผิดพลาด ล้มเหลว หรือพบกับการสูญเสีย (ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดเลยที่จะหลีกพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้) เราก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปต้นจากศูนย์ หรือความว่างเปล่า ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งดีใดๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของเรามาก่อน การดีที่พระเจ้าทรงเริ่มต้นกระทำในชีวิตของเราแล้วนั้น พระองค์ทรงสัตย์ซื่อจะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์ ถ้าเรารู้จักคิดแบบผู้ใหญ่ในพระเจ้า ก็ให้เราลุกขึ้นจากความรู้สึกผิดพลาด ล้มเหลวทุกอย่าง เราเดินกับพระเจ้ามาได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป
2. ดูเถิด เรากำลังกระทำสิ่งใหม่ งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ
“ดูเถิด” เป็นคำสั่งให้เรามองดูสิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังกระทำ “งอกขึ้นมาแล้ว เจ้าไม่เห็นหรือ” ถ้าเราเลิกจดจำและจดจ่ออยู่แต่กับสิ่งเก่าๆ เราก็จะมีหัวใจและสายตาไว้มองดูและมองเห็นสิ่งใหม่ ที่พระเจ้ากำลังกระทำอยู่ในเวลานี้ และใน อนาคต ที่กำลังจะมาถึง
ผมมีโอกาสไปร่วมประชุมกับพี่น้องกลุ่มเล็กๆ เมื่อเดือนก่อน ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีมิชชั่นนารีอเมริกันท่านหนึ่งเกิดในจีน เติบโตที่ญี่ปุ่น และปัจจุบันทำการอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ชื่อ เดล คอฟแมน มาแบ่งปันถึงภาระใจของท่านที่มีต่อชาวจีนแผ่นดินใหญ่ (ปัจจุบันอาจารย์เดล ดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง เกทเวย์ เซอร์วิสเซส เอเชีย)
ท่านเล่าถึงวาระพิเศษ หรือเวลาแบบ “ไครอส” ของพระเจ้า ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศจีน และจะเป็นตัวจุดประกายให้เกิดสิ่งยิ่งใหญ่ขึ้นกับคนทั่วโลกในปี 2008 นี้ ว่า
เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่รัฐบาลปักกิ่งประกาศว่าปี 2008 จะเป็น “เวลาไครอส” หรือวาระพิเศษยิ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งประเทศจีนจะได้เปิดประตูต้อนรับชาวโลกที่จะเข้ามาเยือนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 600 ปี เนื่องในโอกาสที่จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในเดือนสิงหาคม 2008 นี้
เมื่อ 600 ปีก่อน จักรพรรดิยูงลี ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์หมิง (เป็นผู้ซ่อมแซมกำแพงเมืองจีนและย้ายเมืองหลวงจากนานกิงไปอยู่ที่ปักกิ่ง) ท่านเป็นผู้สร้างวิหารแห่งฟ้าสวรรค์และสถาปนาระบบนมัสการชางดี หรือจักรพรรดิแห่งฟ้าสวรรค์ ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เป็นผู้บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่สมควรที่จะทำรูปเคารพใดๆ ขึ้นมาแทนพระองค์ ที่น่าสนใจคือในวิหารแห่งฟ้าสวรรค์นั้น มีเครื่องใช้หลายอย่างที่คล้ายกันกับเครื่องใช้ในพลับพลาของพระคัมภีร์เดิม เช่น หีบพันธสัญญา, คันประทีป, อ่างล้างมือก่อนการถวายเครื่องบูชา, และอุปกรณ์อื่นๆ ตามแบบพระคัมภีร์ ท่านเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ และทรงเรียกร้องให้มีการถวายเลือดเป็นเครื่องบูชาเพื่อการชำระบาป และท่านจะทำหน้าที่เป็นปุโรหิต ถวายลูกโคหัวปีเป็นเครื่องบูชาแด่ชางดี ปีละสองครั้ง
จักรพรรดิยูงลี ได้บัญชาให้สร้างเรือใหญ่ 2000 ลำเพื่อส่งออกไปเชิญตัวแทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมประเทศจีนและร่วมเฉลิมฉลองวิหารแห่งฟ้าสวรรค์ แต่เมื่อถึงเวลาเฉลิมฉลองมีเรือใหญ่เพียง 40 ลำเท่านั้นที่กลับมา ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากเอเชีย มีบ้างที่มาจากอาฟริกาและยุโรป แต่ในสัปดาห์นั้นเกิดพายุใหญ่ ฟ้าแลบฟ้าร้อง จนทำให้ไฟไหม้ในพระมหานคร ทำให้จักรพรรดิยูงลีเข้าใจว่าการเปิดประเทศให้คนต่างชาติมาเยี่ยมเยียนนั้นเป็นการทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ จีนจึงปิดประเทศอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา มีคนต่างชาติมากมายที่พยายาม “บุก” และ “พังประตู” เข้าไปสู่ประเทศจีน ทั้งอังกฤษ, อเมริกา, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น ฯลฯ แต่ปีนี้ 2008 จะเป็นปีแรกที่จีนเปิดประตูเชื้อเชิญทุกชาติทั่วโลกเข้าไปเยี่ยมเยียนอย่างเป็นทางการ อาจเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ในฐานะประเทศมหาอำนาจใหม่ แต่ในแง่วาระกำหนดของพระเจ้านั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาๆ แต่เป็นหมายสำคัญสำหรับสิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังจะทรงกระทำกับจีน และแผ่นดินโลก
โอลิมปิค 2008 ที่ปักกิ่ง กำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 สิงหาคม 2008 หรือวันที่ 8 เดือน 8 ปี 08!
ประมาณการกันว่า ปัจจุบันผู้เชื่อชาวจีนในระบบคริสตจักรใต้ดิน มีรวมกันราว 70 ล้านคน พี่น้องผู้เชื่อเหล่านี้หลายคนมีประสบการณ์กับการทนทุกข์เพราะความเชื่อมาแล้วอย่างโชกโชน หลายคนกำลังกระตือรือร้นที่จะมีส่วนในการนำพระกิตติคุณออกไปสู่ชาวโลก บางคนบอกว่า “พระเจ้าสั่งว่า จงออกไป... แต่ไม่ได้บอกให้กลับมา” นั่นเป็นทัศนะของพวกเขา ซึ่งพร้อมจะสละชีวิตเพื่อพลิกฟื้นโลก ลองคิดดูว่าแรงกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโลกนับแต่นี้ต่อไปจะรุนแรงแค่ไหน เมื่อสาวกของพระเยซูซึ่งผ่านและลิ้มชิมรสความตายมาแล้วกำลังจะก้าวออกจากแผ่นดินใหญ่ไปเป็นผู้นำข่าวดีแก่คนทั้งโลก
เราต้องตื่นตัวขึ้น และจับตามองให้ดีในสิ่งใหม่ สิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้ากำลังทรงกระทำท่ามกลางพวกเราในปีนี้ ปีแห่งเลขแปด ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ และการเปิดประตูไปสู่ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า!
------------------------------------------
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

