วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เมื่อ “อับบา” ไม่ใช่ “พระบิดา”

เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า "อับบา" คือพระบิดา พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่า เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า (โรม 8 ข้อ 14-16)

ในสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงได้ปกครองบ้านเมืองในระบอบ “พ่อปกครองลูก” มีการแขวนระฆังไว้ที่หน้าวัง เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนเข็ญใจสามารถมาสั่นระฆังเพื่อร้องทุกข์เรื่องปัญหาต่างๆ ได้ตลอดเวลา พ่อขุนเปรียบดัง “พ่อ” ส่วนประชาชนคือ “ลูก” ที่สามารถเข้ามาพึ่งพาพระองค์อยู่เสมอ

เมื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองไปสู่สมัยอยุธยา กษัตริย์ได้นำกำลังแผ่ขยายอาณาเขตออกไปทุกทิศทาง เมื่อคราวตีอาณาจักรเขมรได้ พบว่าที่นั่นมีการปกครองโดยประชาชนนมัสการกษัตริย์ในฐานะที่เป็น “สมมุติเทพ” ตามคติความเชื่อแบบขอม—กษัตริย์คือพระนารายณ์อวตารลงมาบังเกิด เพื่อปราบทุกข์เข็ญในโลก ประชาชนซึ่งเป็นมนุษย์จึงสมควรที่จะปฏิบัติต่อพระองค์อย่างพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา น่าแปลกที่ประเทศซึ่งชนะสงคราม ได้ยอมรับพิธีการและคติความเชื่อของประเทศราช มาปฏิบัติใช้นับแต่นั้นเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยาได้แต่งตั้งพราหมณ์ไว้เพื่อทำหน้าที่ดุจดังปุโรหิตประกอบศาสนพิธีต่างๆ รวมทั้งคอยถวายเครื่องหอมต่างๆ แด่กษัตริย์ผู้ทรงเป็นเทพลงมาจุติ มีการกำหนดใช้ราชาศัพท์ ซึ่งส่วนใหญ่ยืมมาจากภาษาเขมร เช่น คำว่า “เสวย” “เสด็จ”ฯลฯ ตลอดจนพิธีการหมอบคลาน เข้าเฝ้ากษัตริย์ เพื่อแสดงการยกย่องเทิดทูนอย่างสูงสุดเท่าที่จะทำได้

ภาพของ “ลูก” ที่เคยเข้าหา “พ่อ” ได้ในยามทุกข์ร้อนได้โดยการมาเคาะระฆังที่หน้าวัง จึงเริ่มเสื่อมหายไป...

เมื่อเริ่มมีการแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นภาษาไทย ความที่อยากให้พระเจ้าเป็นที่ยกย่องเทิดทูนในฐานะกษัตริย์ฝ่ายวิญญาณ ผู้แปลจึงได้กำหนดภาพลักษณ์ของพระองค์ให้สูงส่ง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าคริสเตียนเราได้ใช้คติความเชื่อแบบพราหมณ์มาเป็นเกณฑ์ในเรื่องนี้ด้วย เรากำหนดให้พระเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด (ซึ่งแน่นอนพระองค์ยิ่งใหญ่) และมนุษย์เป็นผู้ต่ำต้อย เล็กน้อย (แน่นอนเราเป็นผู้เล็กน้อย) จึงไม่เป็นการบังควรที่เราจะพูดกับพระองค์ด้วยภาษาธรรมดาๆ (ข้อนี้ไม่มีสอนไว้ในพระคัมภีร์) คณะผู้แปลจึงตัดสินใจใช้ราชาศัพท์เพื่อแสดงถึงความเคารพ ยำเกรงพระเจ้าแบบเหนือธรรมดา สรรพนามเกี่ยวกับพระเจ้าได้ถูกพัฒนาขึ้นมามากมายในบรรยากาศแบบไทยๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ... ลองดูคำอธิษฐานต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

“ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงโปรดสดับฟังคำร้องทูลนี้ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายกราบทูลต่อพระองค์ในพระราชนามขององค์สมเด็จพระมหาเยซูคริสต์เจ้า”

จำได้ว่า ตอนเข้ามารับเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ นั้น ผมไม่กล้าลุกขึ้นอธิษฐานในที่ประชุมเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกลัวว่าจะใช้คำราชาศัพท์ที่ไม่เหมาะสม เกรงจะเป็นการลบหลู่พระเจ้าไป

เปาโลพยายามเปิดเผยให้เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างพระเจ้ากับเรา ในฐานะที่เราได้เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าแล้วผ่านทางการบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณ ความผูกพันนี้ก่อให้เกิดจิตสำนึกแบบใหม่ เป็นความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้าเหมือนพระองค์เป็นพ่อ เหมือนเราคิดถึงพ่อฝ่ายโลกแล้วเรารู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่น ก่อเกิดความกล้าที่จะเข้ามาใกล้ ทั้งในยามที่เรามีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ หรือยามที่เรามีความสุขและอยากแบ่งปันให้ใครสักคนได้ฟัง มันเป็นจิตสำนึกที่ไม่ได้เกิดความรู้ทางสมอง แต่เป็นเช่นเดียวกับเด็กทารกที่รู้จักและผูกพันกับพ่อแม่ได้โดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครูที่โรงเรียน หรือใครมาบอก มาสอน ให้รู้ว่าคนไหนคือพ่อแม่ของตน

พระวิญญาณของพระเจ้า สร้างจิตสำนึกและความผูกพันใหม่ขึ้นมาภายในวิญญาณของเรา ทำให้เรารู้สึกต่อพระเจ้าอย่างนั้น แม้เราจะเคยเป็นคนบาป แม้เราจะเป็นผู้เล็กน้อย ต่ำต้อย แต่เรารู้สึกอบอุ่นใจที่ได้เข้ามาผูกพันกับพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก แบบพระองค์เป็นพ่อ ส่วนเราเป็นลูก...

คำว่า “อับบา” จึงถูกหยิบยกมาใช้ในกรณีแบบนี้—“อับบา” แปลว่า “พ่อ” ผู้รู้ได้อธิบายคำนี้ว่า เป็นคำเรียกพ่อแบบสนิทสนม คล้ายกับภาษาอังกฤษว่า “แดดดี้” หรือภาษาเหนือว่า “อีป้อ” หรือภาษาอื่นๆ “ป่าป้า” “อาปา”...

น้ำหนักของคำนี้ควรแปลว่า “พ่อ” หรืออย่างมากก็ “คุณพ่อ” แต่ไม่ควรเป็น “พระบิดา”—พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงงงงงงงง..สุดดดดด... ผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตทั้งปวง.....

น่าสนใจมากว่า คำขึ้นต้นในการอธิษฐานที่เราใช้เป็นประจำคือ “ข้าแต่พระเจ้า...” นั้นเทียบเท่ากับภาษาเขมรว่า “เพรียะออง เฮย” แปลเป็นภาษาเหนือง่ายๆ ว่า “พระเจ้า เหย...” หรือเทียบเท่าภาษาไทยกลางว่า “พระเจ้า เอ๋ย...” เมื่อฟังพี่น้องคริสเตียนเขมรอธิษฐานแล้ว ผมกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ สำเนียงเหมือนคำพูดธรรมดาๆ ที่เรียกหาพระเจ้าด้วยความสนิทสนม

แต่คำธรรมดาๆ หลายคำในภาษาเขมรก็ได้กลายมาเป็นราชาศัพท์เพื่อใช้ยกย่องเทิดทูนพระเจ้าไปแล้วในภาษาไทยของเรา

เพื่อพยายามสื่อให้เห็นว่า พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ ส่วนเราเล็กน้อยต่ำต้อย ไม่บังควรที่จะพูดจา สนทนากับพระองค์อย่างสนิทสนม

...แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า "อับบา" คือพระบิดา...

ถ้าเราแปลพระคัมภีร์แบบนี้ มันก็ขัดแย้งกันเองในแนวคิดที่เปาโลพยายามสื่อให้เห็น คือคนที่มีจิตสำนึกแบบคนรับใช้ หรือทาส ก็จะผูกพันกับพระเจ้าแบบเจ้านายผู้น่าเกรงขาม และตัวสั่นเมื่อนึกถึงพระองค์ แต่คนที่เป็นลูกย่อมรู้สึกผูกพันกับพ่อโดยธรรมชาติ

“แต่ท่านได้รับวิญญาณ (หรือจิตสำนึก) ทำให้รู้สึกลึกๆ โดยธรรมชาติว่า ตัวเองเป็นลูกของพระเจ้า ท่านจึงกล้าเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือ “พ่อ” ครับ/ค่ะ (ป่าป้าครับ/ค่ะ)...”

พระเจ้ารักเรา พระองค์เปรียบเหมือนพ่อที่ดี ผู้คอยเลี้ยงดูเราด้วยอาหารและสิ่งดีสารพัด และปกป้องรักษาเราไว้ไม่ให้สิ่งร้ายใดๆ มากล้ำกรายชีวิตได้ พระองค์อวยพรเมื่อเราทำสิ่งที่ดี นำพา นำทาง และเป็นที่ปรึกษาในยามที่เราสับสน พระองค์ให้โอกาสตั้งตัวใหม่เมื่อเราทำผิดและล้มเหลวเหมือนบุตรน้อยหลงหาย พระองค์ให้ความเมตตาและเสริมกำลังเมื่อเราอ่อนแรง พระองค์เป็นเพื่อนที่ดี พร้อมเสมอที่จะร่วมทุกข์และร่วมสุขกับเราในการดำเนินชีวิต...

หญิงสูงศักดิ์ท่านหนึ่งจากตระกูลฮินดู ซึ่งต่อมาได้พบกับความเชื่อในพระเยซูคริสต์ จึงได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งเป็นพยานถึงการที่เธอได้มารู้จักกับพระเจ้า ชื่อหนังสือในภาษาไทยคือ “กล้าเรียกว่าพระบิดา” (กนกบรรณสาร) แน่นอน เขมร... ขอม... ฮินดู... มีคติความเชื่อที่เกิดจากจุดกำเนิดเดียวกัน จากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่น่ากลัว ได้กลายมาเป็นพ่อผู้ใกล้ชิด สนิทสนม จนเธอกล้าที่จะเรียกพระองค์ว่า “พ่อ” แต่ภาษาไทยแปลว่า “พระบิดา” ตามแนวคิดเดียวกันดังกล่าว

ที่แบ่งปันเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่า การใช้ราชาศัพท์กับพระเจ้า ทำให้เรารู้สึกเหินห่างจากพระองค์ไป เราถูกขีดเส้นให้วางตัวต่อพระเจ้าตามคติความเชื่อแบบฮินดู ไม่ใช่ตามแบบพระคัมภีร์ หรือตามธรรมชาติฝ่ายวิญญาณอย่างที่ควรจะเป็น เราสูญเสียความรู้สึกสนิทสนมกับพระเจ้าอย่างที่พระเจ้าอยากให้เป็นไปอย่างน่าเสียดาย...

“ข้าแต่พระเจ้าพระบิดา ขอทรงโปรดสดับฟังคำร้องทูลนี้ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายกราบทูลต่อพระองค์ในพระราชนามขององค์สมเด็จพระมหาเยซูคริสต์เจ้า”ลองสังเกตดูราชาศัพท์ที่ปรากฏในประโยคสั้นๆ นี้ ...ข้าแต่พระเจ้า... พระบิดา... ขอทรง... โปรดสดับฟัง... กราบทูล... พระราชนาม... องค์สมเด็จ... พระมหาเยซูคริสตเจ้า...

อาจารย์บางท่านที่ชำนาญในเรื่องราชาศัพท์เป็นพิเศษ ก็อาจใช้คำว่า “พระราชทินนาม...” ซึ่งอาจฟังดูขลังดีสำหรับคริสเตียนเก่า แต่สำหรับผู้เชื่อใหม่ เราฟังดูแล้วมันขนพองสยองเกล้า นึกไม่ออกว่าต้องใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้อีกกี่ปี จึงจะสามารถยืนขึ้นนำอธิษฐานต่อพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนั้น!

คำถามคือ เราทำกันเกินไปหรือเปล่า? เราทำให้พระคัมภีร์ไทยทั้งเล่มเต็มไปด้วยราชาศัพท์ ซึ่งไม่เคยปรากฏในภาษาเดิมเลย เราประดิษฐ์ประดอยราชาศัพท์เพื่อใช้ในการอธิษฐานเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า? มันถูกต้องไหม ที่เราจะใช้คติความเชื่อของต่างศาสนามาเป็นเกณฑ์กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับเรา?

ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะกลับมาทบทวนเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง? มันมีวิธีอื่นไหมที่เราจะแสดงความยกย่อง เทิดทูนพระเจ้า โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์? ถ้าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ เราควรจะเริ่มจากจุดไหนก่อน?

คงมีอีกหลายคำถาม ที่เราต้องคิดและต้องตอบ หลายเรื่องก็คงไม่อาจตอบได้โดยง่าย เพราะเรื่องนี้ถูกปลูกฝังไว้ในคริสตจักรและในชีวิตเรามานาน พอๆ กับที่พระกิตติคุณเข้ามาในเมืองไทยเลยทีเดียว

ครั้งหนึ่งในชั้นเรียนวิชาการแปล เมื่อผมนำเสนองานแปลชิ้นหนึ่งหน้าห้อง อาจารย์ผู้สอนเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมชั้นได้แสดงความคิดเห็นต่อการนำเสนองานในวันนั้น เพื่อนคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จักพระเจ้าลุกขึ้นพูดว่า
“ฉันคิดว่าเขาใช้สรรพนามและศัพท์บางอย่างผิดไป เขาไม่ควรใช้คำราชาศัพท์กับพระเยซูและพระเจ้า เพราะพระเยซูกับพระเจ้า ไม่ใช่กษัตริย์”

ตอนนั้นผมพยายามอธิบายว่า พระองค์มีศักดิ์และสิทธิ์เป็นกษัตริย์ฝ่ายวิญญาณ คริสเตียนจึงเห็นสมควรที่จะยกย่องพระองค์ด้วยการใช้ราชาศัพท์

แต่เมื่อมาคิดและศึกษาถึงเบื้องหลังต่างๆ เหล่านี้แล้ว บางทีว่าผมควรจะยอมรับผิด และคริสเตียนเราก็น่าจะยอมรับผิดในเรื่องนี้ และหันกลับมาพิจารณาดูว่า จะมีวิธีอื่นใดไหมที่เราจะแสดงการยกย่องเทิดทูนพระเจ้าของเรา...

ไม่สร้างภาพพระเจ้าแบบผิดๆ จนเป็นอุปสรรคต่อผู้เชื่อใหม่ ไม่สร้างกรอบขัดขวางความเชื่อ และความสนิทสนมระหว่างเรากับพระเจ้า แต่เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า และพัฒนาความเชื่อของเราให้จำเริญขึ้นกับพระองค์ บนหลักและพื้นฐานตามแบบพระคัมภีร์

ไม่มาก หรือน้อยไปกว่านั้น...?

-----------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น: